เตือนอากาศเปลี่ยนแปลง “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด”

กรมควบคุมโรค เตือนสภาพอากาศของประเทศไทยมีอากาศเปลี่ยนแปลงทั่วทุกภาค ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยแรงงานและวัยรุ่น เสี่ยงป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ หลังสัปดาห์ที่ผ่านพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นกว่า 3 พันราย แนะประชาชนและกลุ่มเสี่ยงดูแลสุขภาพให้แข็งแรง และยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา

คาดว่าในสัปดาห์นี้ประเทศไทยจะมีฝนตกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล ส่วนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีอากาศหนาวเย็นมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณยอดดอย และภูเขาสูง อาจมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนระวังโรคติดต่อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ ที่มักจะมีการระบาดช่วงอากาศชื้น เย็น ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 – 29 มกราคม 2561 ประเทศไทยพบผู้ป่วยแล้ว 8,728 ราย เสียชีวิต 1 ราย ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 3,482 ราย ขณะนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มวัยทำงานและกลุ่มวัยรุ่น อายุ 35-44 ปี รองลงมาคือ 25-34 ปี และ 15-24 ปี ภาคเหนือมีผู้ป่วยสูงสุด รองลงมาคือภาคกลาง และภาคใต้ ตามลำดับ ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มวัยแรงงานและกลุ่มวัยรุ่น ขอให้ระวังการติดเชื้อจากผู้ป่วยที่อาจไม่แสดงอาการผ่านการพบปะสังสรรค์หรือเดินทางไปยังสถานที่ที่แออัดหรือมีผู้คนจำนวนมาก เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า หรือตลาดนัด เป็นต้น ขอให้ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ได้แก่ ปิด คือ ปิดปาก ปิดจมูก เมื่อไอ จามต้องใช้ผ้าหรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้ง หากเจ็บป่วยด้วยไข้หวัด ควรใช้หน้ากากอนามัย, ล้าง คือ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ เมื่อสัมผัสสิ่งของ เช่น กลอนประตู ลูกบิด ราวบันใด ราวบนรถโดยสาร เลี่ยง คือ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย หยุด คือ เมื่อป่วย ควรหยุดเรียน หยุดงาน แม้จะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ รวมไปถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปต่างประเทศที่มีการระบาดของโรค โดยเฉพาะประเทศที่อากาศหนาวเย็น ขอให้ดูแลสุขลักษณะส่วนบุคคลเป็นพิเศษ หลังกลับจากเดินทาง ประชาชนควรสังกตความผิดปกติ หากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ควรรีบพบแพทย์ทันที. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth